วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

คนแรก

ในวิถีการเมืองไทยมีสถานการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมายโดยเฉพาะการที่มีบุคคลทางการเมืองคอยสร้างสีสรรและเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ทางการเมืองขึ้นคนแล้วคนเล่าจากอีตถึงปัจจุบันที่เรารู้จักกันดี แต่ในสภาวะความเข้มข้นทางการเมืองวันนี้คนที่สร้างสีสรรทางการเมือง หรือเราอาจเรียกว่าดาราทางการเมือง บางคนสามารถชักนำหรือมีผลต่อการเลือกตั้งการมีชัยชนะทางการเมืองมีมากมาย เราจึงควรทำการรวบรวมดาราทางการเมืองไว้เพื่อให้คนรุ่นนั้นๆหรือคนรุ่นหลังได้รู้จักผู้ที่มีบทบาททางการเมือง จากการรวมดาราการเมืองในรุ่นต่างๆดาราดังๆคนมีชื่อเสียง บทความรวมดาราการเมืองจึงเป็นอีกหนึ่งการสะท้อนแนวคิด บทบาท ค่านิยม และสถานการณ์ในแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดีเท่าที่จะค้นหามาได้
คนแรก ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
 
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
หัวหน้าพรรครักประเทศไทย
อยู่ในวาระ
เริ่มดำรงตำแหน่ง
18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด29 สิงหาคม พ.ศ. 2504 (50 ปี)
กรุงเทพมหานคร
พรรคการเมืองรักประเทศไทย
ศาสนาพุทธ
ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อพรรครักประเทศไทย อดีตพรรคสู้เพื่อไทยและอดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2504 ที่ย่านเยาวราชในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน เป็นนักการเมืองฝีปากกล้า มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "Davis

 

ประวัติ

 วัยเด็กและการศึกษา

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เกิดและเติบโตในย่านเยาวราช ในครอบครัวที่ทำธุรกิจนำเข้าและผลิตเสื้อผ้ายีนส์ยี่ห้อ ฮาร่า โดยปัจจุบันธุรกิจนี้ดูแลโดยเลิศชัย กมลวิศิษฎ์ พี่ชาย
ชูวิทย์จบชั้นประถมศึกษาจาก โรงเรียนสหพาณิชย์ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของตึกชาญอิสสระ) มัธยมต้น โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา มัธยมปลาย โรงเรียนเทพศิรินทร์ ปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท มหาวิทยาลัยซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา และหลังจากเข้าสู่วงการเมือง และ พ.ศ. 2548 โดนศาลรัฐธรรมนูญปลดออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพราะว่าสังกัดพรรคชาติไทยไม่ถึง 90 วัน จึงมาศึกษาต่อในหลักสูตร รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำเร็จการศึกษาและเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร รัฐศาสตรมหาบัณฑิต เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2551

 ธุรกิจ

หลังจบการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาชูวิทย์หันมาทำธุรกิจของตัวเอง เปิดอาบอบนวดชื่อ วิคทอเรีย ซีเคร็ท และขยายกิจการจนเป็นเจ้าของอาบอบนวด 6 แห่ง ในเครือเดวิสกรุ๊ป และก่อตั้งมูลนิธิต้นตระกูลกมลวิศิษฎ์ ให้การสนับสนุนก่อสร้างป้อมยามที่พักเจ้าหน้าที่ตำรวจตามแยกไฟแดง ต่อมาได้เกิดความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกมาเปิดเผยเรื่องส่วย เป็นเรื่องที่เกรียวกราว จนได้รับฉายาว่า เสี่ยอ่าง หรือ จอมแฉ จนเกิดผลกระทบกับธุรกิจอาบอบนวด ถูกคดีค้าประเวณีเด็กหญิง อายุต่ำกว่า 18 ปี ในสถานอาบอบนวด
นอกจากนั้น ชูวิทย์ เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท ภาติฌาน จำกัด, บริษัท ซี.ดี แลนด์ จำกัด, เจ้าของ บริษัท สุขุมวิท ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด, กรรมการบริษัทสุขุมวิท ซิลเวอร์สตาร์ และ ประธานบริษัท เดวิสกรุ๊ป ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ในปี พ.ศ. 2553

 มีชื่อเสียง

ชูวิทย์เป็นที่รู้จักในกลางปี พ.ศ. 2546 เมื่อปรากฏเป็นข่าวว่าได้หายตัวไปอย่างลึกลับ ขณะมีคดีรื้อบาร์เบียร์ที่ ถนนสุขุมวิท ซึ่งเป็นคดีที่มีคู่ความเป็นตำรวจนครบาล ไม่กี่วันต่อมาชูวิทย์ก็ปรากฏตัวข้างถนน ย่านชานเมืองแห่งหนึ่ง ด้วยสภาพอิดโรย มีการนำตัวส่งโรงพยาบาล เมื่อร่างกายเริ่มฟื้นแล้ว ชูวิทย์ได้แฉว่า ถูกตำรวจกลุ่มหนึ่งอุ้มตัวไป
จากนั้นชูวิทย์ก็ปรากฏเป็นข่าวเป็นระยะ เมื่อเจ้าตัวเริ่มทำการแฉ ถึงพฤติกรรมการทุจริตต่าง ๆ ของตำรวจ เช่น การรีดไถ่ การรับส่วย เป็นต้น จึงทำให้เป็นจุดสนใจของสังคมในระยะนั้น โดยบุคลิกของชูวิทย์ขณะนั้นเป็นไปอย่าง ดุดัน ดุเดือด จริงจัง แต่หลังจากนั้นแล้ว ชูวิทย์เริ่มมีท่าทีที่เปลี่ยนไป กลายเป็นบุคคลที่สนุกสนานเฮฮา มีสีสันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ทิ้งการแฉถึงเรื่องราวการทุจริตต่าง ๆ ในสังคม ทำให้เป็นที่นิยมชมชอบของผู้คนจำนวนหนึ่ง
และจากชื่อเสียงที่โด่งดังนี้ ทำให้ในปีเดียวกันนั้น ได้มีผู้สร้างภาพยนตร์แผ่นที่มีเนื้อหาดัดแปลงมาจากชีวประวัติของชูวิทย์เอง ใช้ชื่อว่า เจ้าพ่ออ่างทองคำ โดยมี จรัล งามดี มารับบทเป็น ชูวิช ที่แปลงชื่อมาจากชื่อของชูวิทย์

การเมือง

หลังจากนั้น ชูวิทย์ก็ได้ก้าวมาสู่วงการเมือง โดยขายหุ้นในอาบอบนวดทั้งหมด แล้วการลงสมัคร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 15 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ซึ่งตรงกับวันเกิดของตัวเอง แม้ไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่ได้คะแนนเสียงกว่าสามแสนคะแนนและได้คะแนนมาเป็นลำดับที่ 3 ต่อมาชูวิทย์นำพรรคต้นตระกูลไทย ที่ตนเองเป็นผู้ก่อตั้ง เข้าร่วมกับพรรคชาติไทยและรับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคชาติไทย
ชูวิทย์ลงสมัครเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2548 เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทย แต่ต่อมาถูก ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า เป็นสมาชิกพรรคชาติไทยไม่ครบ 90 วัน จึงพ้นจากความเป็น ส.ส. ต่อมา ในปี พ.ศ. 2549 ชูวิทย์ได้ลาออกจากพรรคชาติไทย เพื่อลงสมัคร ส.ว. กรุงเทพฯ แต่ก็ถูก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิกถอนสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว. โดยระบุว่า ยังไม่พ้นจากสถานะภาพ ส.ส. ครบกำหนด 1 ปี ก่อนที่จะลงสมัคร ส.ว. ตามกฎหมาย
ขณะนำข้าวผัดกับโอเลี้ยงไปเยี่ยม 3 อดีต กกต.ในเรือนจำ

 เข้าสู่พรรคชาติไทย

หลังจากเข้าสู่พรรคชาติไทยแล้ว ชื่อเสียงของชูวิทย์เริ่มหายเงียบไป แต่ปรากฏเป็นข่าวเป็นระยะๆ เช่นเป็นผู้หิ้วข้าวผัดและโอเลี้ยงไปเยี่ยม 3 อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกศาลพิพากษาจำคุก ในคดีทุจริตการเลือกตั้ง หรือ การออกป้ายหาเสียงแบบแปลกๆ แหวกแนวไม่เหมือนใคร เป็นต้น
ในระยะแรกๆ ที่เข้าร่วมกับพรรคชาติไทย ชูวิทย์เคยมีข่าวขัดแย้งกับ น.ส.จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ หรือ "น้องแบม" ส.ส.หญิงภาพลักษณ์ดีของพรรคชาติไทย โดยมีข่าวว่า น.ส.จณิสตา ไม่ยอมรับในตัวชูวิทย์ ที่เคยประกอบธุรกิจอาบอบนวดมาก่อน
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2550 ชูวิทย์ได้ประกาศว่าจะไม่ขอลงเลือกตั้งในปลายปีไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม หลังจากได้รับการจัดให้เป็นตัวแทนพรรค สมัครรับเลือกตั้งแบบรายชื่อเป็นลำดับที่ 2 ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยยกลำดับที่ 1 ให้กับ พลเอกอัครเดช ศศิประภา (อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด บิดาสามีนางเอกชื่อดัง ลลิตา ปัญโญภาส) และเชื่อว่าตนเองจะไม่ได้รับการเลือก รวมทั้งได้โจมตีการบริหารพรรคของบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคด้วย หลังการเลือกตั้ง เมื่อพรรคชาติไทยจากเดิมที่อยู่คนละข้างกับพรรคพลังประชาชนได้แสดงท่าทีจะไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับทางพรรคพลังประชาชน ชูวิทย์ก็ได้โจมตีบรรหารอย่างรุนแรงขึ้น และได้ลาออกจากพรรคเป็นที่เรียบร้อย โดยได้ให้มอเตอร์ไซด์รับจ้างไปคืนเสื้อแจ็คเก็ตของพรรคที่ที่ทำการพรรคด้วย
ชูวิทย์มักจัดทำป้ายขนาดใหญ่ มีข้อความซึ่งเขากล่าวว่าสะท้อนความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชน

การสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
ในปี พ.ศ. 2551 ชูวิทย์ซึ่งได้ลาออกจากพรรคชาติไทยแล้ว ก็มาลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ชูวิทย์ได้เบอร์ 8 หลังจากนั้นชูวิทย์ได้ดำเนินการหาเสียง โดยชูนโนบายการมองเห็นปัญหา และเน้นตรวจสอบการทำงานของอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เช่น การก่อสร้างศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ที่เขตดินแดง การติดตามคดีการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง เป็นต้น
โปสเตอร์หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2551
วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551 เวลาประมาณ 12.45 น.ของ ชูวิทย์ได้ไปออกรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในช่วงเกาะประเด็นร้อน แกะประเด็นลึก โดยมีวิศาล ดิลกวณิช เป็นพิธีกร หลังจบช่วงดังกล่าว ชูวิทย์ก็เข้าทำร้ายร่างกายวิศาล
ต่อมา ชูวิทย์ได้แถลงข่าวในเวลา 16.00 น. ของวันเดียวกัน โดยยอมรับในการกระทำ และอ้างว่าทำไปเพราะโมโหที่วิศาลถามคำถามไม่เป็นธรรมแก่ตน และแสดงกิริยาไม่ให้เกียรติ ส่วนวิศาลก็ได้เข้าแจ้งความที่ สน.ทองหล่อว่าถูกทำร้ายร่างกาย และพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมิติเวช
วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ชูวิทย์ได้ยกเลิกกำหนดการหาเสียงในช่วงเช้า เพราะจากที่วานนี้เกิดเหตุทำร้ายร่างกายพิธีกรช่อง 3 ทำให้ในวันนี้เดินทางไปทำบุญถวายสังฆทานที่วัดศรีบุญเรือง โดยปล่อยเต่า 19 ตัว พร้อมทั้งเขียนชื่อ-นามสกุล อายุของ ตนเองติดใต้ท้องเต่า ปล่อยนก 7 ตัว ปลาไหล 7 ตัว และหอยขมอีก 600 ตัว ในวันเดียวกันนี้ ชูวิทย์ได้ส่งหนังสือถึงสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ สรุปใจความได้ว่า วิศาล ดิลกวณิช ผู้ดำเนินรายการ ใช้วาจาไม่สุภาพ เรียกชื่อโดยไม่ใช่คำว่า "คุณ" นำหน้า รวมทั้งยังตั้งคำถามยั่วยุว่า จุดด้อยของคุณคืออะไร ซึ่งไม่ได้ตั้งคำถามเดียวกันนี้กับผู้สมัคร 3 คนที่มาร่วมรายการก่อนหน้านี้ รวมทั้งอีกหลายกรณี จึงทำให้รู้สึกถูกข่มเหงอย่างรุนแรง และบันดาลโทสะ พร้อมยอมรับผิดในการทำร้ายร่างกายวิศาล แต่ขอความเป็นธรรมจากพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องของวิศาล ด้วยเช่นกัน

 ก่อตั้งพรรคสู้เพื่อไทย

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้จดทะเบียนตั้งพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551 ชื่อ “พรรคสู้เพื่อไทย” มีสัญลักษณ์รูปกำปั้น มีสโลแกนว่า “แตกต่างแต่ไม่แตกแยก”
"คนอย่างผมต้องเป็นหัวหน้าพรรคเท่านั้น ส่วนการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. สมัคร 2 ครั้ง ก็พอแล้ว แต่ยืนยันจะติดตามตรวจสอบการทำงานของ อภิรักษ์ ต่อไป ทั้งเรื่องรถบีอาร์ที รถและเรือดับเพลิงอย่างต่อเนื่อง”ชูวิทย์ กล่าว และว่า ส่วนการที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า อภิรักษ์ มีผลงานนั้น ตนถือว่าผลงาน 4 ปีที่ผ่านมามีไม่มาก แต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ปี 2555 อีก 4 ปีข้างหน้า ทำนายว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ถ้าผลงานยังมีน้อยเช่นนี้

 ก่อตั้งพรรครักประเทศไทย

ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับรองพรรครักประเทศไทย และรับรองสถานะชูวิทย์ให้เป็นหัวหน้าพรรครักประเทศไทย มีสโลแกนว่า “ฉันรักคุณ”
โดยในการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2554 ชูวิทย์ได้แถลงข่าวเปิดตัวพรรครักประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศว่าจะเป็นฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบรัฐบาล

 ประสบการณ์การเมือง

ชีวิตและครอบครัว

ด้านชีวิตครอบครัว มีบุตรกับนางงามตา สุขนิรันดร์ (ปัจจุบันแยกกัน) 4 คน คือ ต้นตระกูล กมลวิศิษฏ์ (ต้น) เติมตระกูล กมลวิศิษฏ์ (เติม) ตระการตา กมลวิศิษฏ์ (ต๊ะ) และต่อตระกูล กมลวิศิษฏ์ (ต่อ)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น